“กกต.” คุมเข้มตั้ง กก.ตรวจนโยบาย “ประชานิยม” ก่อนเลือกตั้ง
เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 นายเกรียงไกร พานดอกไม้ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยถึงแนวทางการกำหนดนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง โดยย้ำว่าพรรคการเมืองต้องระบุวงเงินงบประมาณ แหล่งที่มาของเงิน ความคุ้มค่า ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น รวมถึงผลกระทบและความเสี่ยงของนโยบายให้ครบถ้วน และต้องจัดส่งข้อมูลดังกล่าวให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง รับทราบไม่น้อยกว่า 20 วันก่อนวันเลือกตั้ง ทั้งนี้ พรรคการเมืองยังสามารถหาเสียงได้ตามปกติ ไม่ว่านโยบายจะผ่านหรือไม่ผ่านการตรวจสอบจาก กกต. โดยขณะนี้ยังไม่มีพรรคการเมืองใดส่งนโยบายมาให้ตรวจสอบ
สำหรับกระบวนการตรวจสอบ กกต.จะตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินและเศรษฐกิจ ทำหน้าที่ตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมือง พร้อมอำนาจเรียกเอกสารหรือให้ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม โดยคณะกรรมการประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน จากนั้นจะเสนอผลให้ กกต.พิจารณา หากพบว่านโยบายใดเสนอข้อมูลไม่ครบถ้วน จะมีการแจ้งให้พรรคการเมืองแก้ไข
นายเกรียงไกร ระบุว่า ในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคการเมืองส่งนโยบายหาเสียงให้ กกต. รวม 743 นโยบาย และมี 10 พรรคที่ถูกสั่งให้แก้ไข ซึ่งทุกพรรคให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี พร้อมย้ำว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ กกต.จะเข้มงวดกว่าทุกครั้ง ได้แจ้งแนวทางและจัดส่งแบบฟอร์มให้พรรคการเมืองเรียบร้อยแล้ว โดยในวันถัดไป ทั้ง 8 หน่วยงานจะส่งรายชื่อตัวแทนเพื่อทำหน้าที่ในคณะกรรมการตรวจสอบ และเมื่อมีคำสั่งแต่งตั้ง จะประชุมกำหนดกรอบการทำงานทันที
ทั้งนี้ การตรวจสอบนโยบายของ กกต.เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย และต้องแยกออกจากการพิจารณาว่าพรรคการเมืองที่เคยหาเสียงแล้ว เมื่อได้เป็นรัฐบาลได้นำนโยบายนั้นไปปฏิบัติจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องติดตามและใช้ดุลยพินิจตัดสินใจว่าพรรคการเมืองได้ทำตามคำสัญญาหรือไม่ ถือเป็นความรับผิดชอบทางการเมืองที่ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน
ด้าน ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. อธิบายว่า การขายความคิด การขายนโยบาย หรือการขายเครดิต โดยไม่มีเงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดเข้ามาเกี่ยวข้อง ถือเป็นการหาเสียงโดยสุจริต ไม่เข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง ส่วนความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เช่น การทำลายบัตรหรือกระบวนการเลือกตั้ง การจ้างให้ ข่มขู่ หรือการพนันเลือกตั้ง กกต.จะออกกฎระเบียบและรายละเอียดกำหนดฐานความผิดต่อไป พร้อมเตือนว่าสื่อมวลชนห้ามจัดทำโพลที่มีลักษณะชี้นำหรือไม่สุจริต และห้ามเผยแพร่ผลโพลในช่วง 7 วันก่อนวันเลือกตั้งจนถึงเวลาปิดหีบลงคะแนน ตามมาตรา 72 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561
ร.ต.อ.ชนินทร์ ยังแสดงความกังวลต่อการหาเสียงที่อาจเข้าข่ายจูงใจด้วยทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ เช่น การทำบุญใส่ซอง การจัดมหรสพหรือเลี้ยงอาหาร รวมถึงการปราศรัยใส่ร้ายด้วยข้อมูลเท็จ พร้อมขอให้สื่อมวลชนใช้ความระมัดระวัง ไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง และย้ำถึงลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร เช่น การติดยาเสพติด การล้มละลายทุจริต หรือการเป็นเจ้าของกิจการสื่อ
ขณะเดียวกัน ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ชี้แจงขั้นตอนการรับสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต ซึ่งจะเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 27–31 ธันวาคม 2568 โดยวันแรกหากผู้สมัครมาถึงก่อนเวลา 08.30 น. จะถือว่ามาพร้อมกันและมีการจับสลากสองครั้ง คือจับสลากลำดับการยื่นใบสมัคร และจับสลากหมายเลขผู้สมัครเพื่อใช้ในการหาเสียง หากเอกสารหรือเงินค่าสมัคร 10,000 บาทไม่ครบถ้วน จะต้องกลับมายื่นใหม่ในวันถัดไป และจะได้รับหมายเลขใหม่
ด้านนายวีระ ยี่แพร รองเลขาธิการ กกต. เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ส่งข้อมูลการจัดทำประชามติมายัง กกต.แล้ว โดยคาดว่านายกรัฐมนตรีจะประกาศวันออกเสียงประชามติในวันที่ 2 มกราคม 2569 หลังจากนั้น กกต.จะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตเป็นเวลา 3 วัน คาดว่าจะเป็นวันที่ 3–5 มกราคม 2569 ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวจะทับซ้อนกับการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัดและนอกราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ถึง 5 มกราคม 2569 จึงขอให้ประชาชนลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยงระบบล่ม พร้อมย้ำว่าการนับคะแนนประชามติจะนับที่หน่วยออกเสียงโดยตรง แตกต่างจากการเลือกตั้ง ส.ส.ที่มีการส่งบัตรกลับไปนับตามทะเบียนบ้าน

