“เดชอิศม์” ปัดเอี่ยวทุจริต “สอบท้องถิ่น” 4.5 พันล้าน ชี้ “สถ.” เคาะให้ “มศว.” จัดสอบก่อนรับตำแหน่ง “มท.3”
นายเดชอิศม์ ขาวทอง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาชี้แจงกรณีถูกกล่าวถึงความเกี่ยวข้องกับโครงการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วงเงินกว่า 4.5 พันล้านบาท โดยยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตตามที่ถูกตั้งข้อสังเกต
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 นายเดชอิศม์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบทบาทในช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) โดยระบุว่า ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568 และพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568
นายเดชอิศม์ ระบุว่า ในช่วงปฏิบัติหน้าที่ ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกรมที่ดิน และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) แต่โครงการสอบแข่งขันดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนเข้ารับตำแหน่ง โดย สถ. ได้ประกาศให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเป็นผู้ชนะการเสนอราคา เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2568 หรือก่อนที่ตนจะเข้ารับตำแหน่งเพียง 4 วัน
ต่อมาเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ได้ยื่นอุทธรณ์ผลการพิจารณา ส่งผลให้เรื่องเข้าสู่กระบวนการตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ซึ่งต้องส่งให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน กรมบัญชีกลาง เป็นผู้วินิจฉัย
นายเดชอิศม์ ระบุเพิ่มเติมว่า ระหว่างที่เรื่องอยู่ในกระบวนการพิจารณา ได้รับการร้องเรียนจากผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและข้าราชการบางส่วนเกี่ยวกับข้อสงสัยด้านความโปร่งใสของกระบวนการสอบ รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อบรรจุเข้ารับราชการ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสังคม
ภายหลังมีการแต่งตั้งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นคนใหม่ คือ ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ นายเดชอิศม์ระบุว่า ได้มีการหารือร่วมกันและเสนอให้ยกเลิกผลการจัดซื้อจัดจ้างเดิม และเปิดการแข่งขันใหม่เพื่อความโปร่งใส โดยได้รับความเห็นชอบในหลักการ แต่ต้องรอผลการวินิจฉัยจากกรมบัญชีกลางก่อน
นอกจากนี้ ยังระบุว่าได้หารือร่วมกับพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงควบคู่กัน หากพบพยานหลักฐานเข้าข่ายความผิด
นายเดชอิศม์ ยืนยันว่า ได้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยก่อนที่กระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จ ทำให้ไม่สามารถติดตามหรือสั่งการในฐานะผู้กำกับดูแลได้ พร้อมย้ำว่าตลอดการปฏิบัติหน้าที่ได้ยึดหลักความถูกต้อง โปร่งใส และประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ

