“เท้ง” ลั่นสู้สุดทางคดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล ชี้แก้ ม.112 คือหน้าที่ผู้แทน วอนสังคมร่วมกดดัน
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าคดีที่ ป.ป.ช. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา กล่าวหา 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล ซึ่งปัจจุบันสังกัดพรรคประชาชน ว่าฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีร่วมลงชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
โดยศาลฎีกาได้นัดพิจารณาคดีครั้งแรกในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ซึ่งนายณัฐพงษ์ ระบุว่า พรรคและอดีต สส.ทั้ง 44 คน ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ และมีความเชื่อมั่นในทีมกฎหมายของพรรค
หัวหน้าพรรคประชาชน ยืนยันว่า หลักการสำคัญที่พรรคยึดถือมาตลอดคือ การทำหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการเสนอร่างกฎหมายตามกระบวนการนิติบัญญัติที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่ควรเป็นเหตุให้ถูกดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
“การที่พวกเราทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนราษฎรด้วยการเสนอร่างแก้ไขกฎหมายตามกลไกรัฐสภา ไม่ควรกลายเป็นเงื่อนไขที่นำไปสู่การถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจริยธรรมร้ายแรง” นายณัฐพงษ์ กล่าว
เมื่อถูกถามถึงแนวทางการต่อสู้คดีในชั้นศาล นายณัฐพงษ์ ระบุว่า พรรคยังคงยึดแนวทางและหลักการเดิมที่เคยสื่อสารต่อสาธารณชนมาโดยตลอด ไม่มีการเปลี่ยนแปลง พร้อมคาดหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการโดยยึดหลักความเป็นธรรม
อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามว่าแนวทางดังกล่าวจะสามารถนำไปสู่ชัยชนะในคดีได้หรือไม่ นายณัฐพงษ์ ยอมรับว่า หากพรรคและอดีต สส.ทั้ง 44 คน ต้องต่อสู้เพียงลำพังภายใต้กระบวนการยุติธรรมเพียงอย่างเดียว หลายฝ่ายอาจมองว่าเป็นเรื่องยากที่จะประสบความสำเร็จ
แต่ในมุมมองของพรรคประชาชน การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและนโยบายสำคัญหลายเรื่องในอดีต ล้วนเกิดขึ้นจากพลังสนับสนุนของประชาชนภายนอกรัฐสภา ที่ร่วมกันผลักดันและส่งเสียงเรียกร้องอย่างต่อเนื่อง
นายณัฐพงษ์ ยกตัวอย่างการผลักดันกฎหมายสำคัญหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายแรงงาน กฎหมายสมรสเท่าเทียม และกฎหมายสุราก้าวหน้า ซึ่งล้วนได้รับแรงสนับสนุนจากภาคประชาชน จนสามารถผลักดันประเด็นเหล่านั้นให้เกิดขึ้นในสังคมได้
“คดีนี้ก็เช่นเดียวกัน ในระบบเราจะสู้เต็มที่ตามกระบวนการกฎหมาย แต่ในส่วนของประชาชนภายนอกสภา ทุกคนต้องช่วยกันส่งเสียงเรียกร้องและติดตาม เพื่อแสดงให้เห็นว่าสังคมต้องการกระบวนการยุติธรรมที่ตรงไปตรงมา และต้องการเห็นการเมืองที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง” นายณัฐพงษ์ กล่าว

