“ครม.” ไฟเขียว! รับเงิน “จีน” 18.5 ล้านบาท ดัน 3 โครงการเกษตร “แม่โขง-ล้านช้าง” เพิ่มรายได้เกษตรกรไทย

“ครม.” ไฟเขียว! รับเงิน “จีน” 18.5 ล้านบาท ดัน 3 โครงการเกษตร “แม่โขง-ล้านช้าง” เพิ่มรายได้เกษตรกรไทย
  • Published27 ตุลาคม 2026

ครม. เห็นชอบ 3 โครงการเกษตรภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง รับงบสนับสนุนจากจีน 550,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 18.5 ล้านบาท เดินหน้ายกระดับชา ทุเรียน กาแฟ ส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อยหลังนา และลดการเผาเศษวัสดุเกษตร หวังเพิ่มมูลค่าสินค้า ลดความเสี่ยงภัยแล้ง และสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ประจำปี 2568 พร้อมอนุมัติให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนามในความตกลงดังกล่าว เพื่อรับงบประมาณสนับสนุนจากสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 550,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 18.5 ล้านบาท สำหรับดำเนินโครงการสำคัญ 3 โครงการ มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร ลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ และส่งเสริมการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับ 3 โครงการสำคัญ ประกอบด้วย โครงการยกระดับชา ทุเรียน และกาแฟ เพื่อเพิ่มคุณภาพและมูลค่าสินค้าเกษตร วงเงินประมาณ 3.26 ล้านบาท ดำเนินการโดยกรมวิชาการเกษตร มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการผลิตและการแปรรูป ตลอดจนยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้า เพื่อให้เกษตรกรสามารถปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยกระดับคุณภาพผลผลิต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการตลาด ทั้งยังช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทย

โครงการที่ 2 คือ การส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยหลังฤดูทำนา เพื่อเพิ่มรายได้และลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง วงเงินประมาณ 6.08 ล้านบาท ดำเนินการโดยกรมวิชาการเกษตร ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง และแพร่ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชทางเลือกที่ใช้น้ำน้อย เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเหลืองฝักสด ถั่วลิสง และข้าวโพดหวาน เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างคุ้มค่า ลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ และเพิ่มทางเลือกในการสร้างรายได้หลังสิ้นสุดฤดูทำนา ช่วยให้เกษตรกรมีโอกาสใช้พื้นที่เพาะปลูกให้เกิดประโยชน์มากขึ้น

ส่วนโครงการที่ 3 เป็นการลดการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรและส่งเสริมการนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์ วงเงินประมาณ 9.16 ล้านบาท ดำเนินการโดยกรมส่งเสริมการเกษตร โดยมุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคนิคการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตรอย่างเหมาะสม ส่งเสริมให้เกษตรกรนำวัสดุเหล่านี้กลับมาใช้ประโยชน์แทนการเผา เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและบรรเทาปัญหาฝุ่นควัน พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกรสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง

ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้ง 3 โครงการมีระยะเวลาดำเนินงานโครงการละ 36 เดือน โดยฝ่ายจีนจะโอนงบประมาณสนับสนุนเต็มจำนวนให้แก่ฝ่ายไทยภายใน 20 วันทำการ หลังจากมีการลงนามในความตกลง ซึ่งกำหนดให้ดำเนินการลงนามภายในเดือนตุลาคม 2569 เพื่อให้สามารถเดินหน้าการดำเนินงานตามแผนความร่วมมือที่กำหนดไว้

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือ การนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาช่วยให้เกษตรกรไทยสามารถผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพมากขึ้น ใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่า มีทางเลือกในการสร้างรายได้ และลดการเผาในพื้นที่เกษตร โดยระบุว่า “เป้าหมายสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือ การนำองค์ความรู้ และเทคโนโลยี มาช่วยให้เกษตรกรไทยผลิตสินค้าได้มีคุณภาพมากขึ้น ใช้น้ำอย่างคุ้มค่า มีทางเลือกในการสร้างรายได้ และลดการเผาในพื้นที่เกษตร เพราะการพัฒนาภาคเกษตรที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการเพิ่มผลผลิต แต่ต้องช่วยให้เกษตรกรลดความเสี่ยง เพิ่มมูลค่าสินค้า และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว”

ความร่วมมือภายใต้กรอบแม่โขง-ล้านช้างครั้งนี้จึงเป็นอีกแนวทางในการสนับสนุนการพัฒนาภาคเกษตรไทย ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี การปรับรูปแบบการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับทรัพยากรน้ำ และการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยทั้ง 3 โครงการมุ่งสร้างประโยชน์ให้แก่เกษตรกรในระยะยาว ทั้งด้านการเพิ่มคุณภาพและมูลค่าผลผลิต การลดต้นทุนและความเสี่ยงจากสภาพอากาศ ตลอดจนการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยและส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน