“นายกฯ” สั่งลดค่าไฟ-น้ำมัน อุ้มเอสเอ็มอี เร่งเยียวยาน้ำท่วม เดินหน้าโซลาร์ภาคประชาชน

“นายกฯ” สั่งลดค่าไฟ-น้ำมัน อุ้มเอสเอ็มอี เร่งเยียวยาน้ำท่วม เดินหน้าโซลาร์ภาคประชาชน
  • Published27 ตุลาคม 2026

รัฐบาลเดินหน้าลดภาระค่าครองชีพ สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งลดรายจ่ายค่าไฟฟ้าและน้ำมัน พร้อมออกมาตรการช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและเกษตรกร เร่งเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย โดยเฉพาะภาคใต้ ควบคู่ขับเคลื่อนพลังงานสะอาดผ่านโครงการโซลาร์ภาคประชาชน เปิดทางขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้การไฟฟ้าในอัตราหน่วยละ 2.20 บาท พร้อมมาตรการเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจรายย่อยและแก้ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นระบบ

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยเปิดเผยข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีที่มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินมาตรการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี เพื่อช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้

สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้วิปรัฐบาลประสานหารือกับวิปของแต่ละฝ่าย เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับวันและระยะเวลาการอภิปราย โดยเบื้องต้นมีความเป็นไปได้ที่จะกำหนดการอภิปรายในช่วงต้นเดือนธันวาคม ทั้งนี้ จากการหารือเบื้องต้น หากจัดการอภิปรายในช่วงเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม สามารถพิจารณากำหนดกรอบเวลาการอภิปรายรวม 4 วันได้ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังมอบหมายให้คณะรัฐมนตรีตรวจสอบตารางการปฏิบัติงานในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อเตรียมความพร้อมและจัดตารางการทำงานให้สอดคล้องกับกำหนดการ โดยวันและระยะเวลาที่ชัดเจนจะขึ้นอยู่กับการหารือและข้อตกลงร่วมกันระหว่างวิปของแต่ละฝ่าย

ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ ณ จังหวัดอุดรธานี ระหว่างวันที่ 2–3 พฤศจิกายน 2569 จะจัดขึ้นในช่วงเดียวกับการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 โดยมีแผนลงพื้นที่และมอบนโยบายแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกำชับให้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาและดูแลความเดือดร้อนของเกษตรกร โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงเกษตรกรในภูมิภาคอื่น ๆ เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึงและสอดคล้องกับปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรียังมีมติเห็นชอบโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดยรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการด้านพลังงานหลายด้านควบคู่กัน เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและปรับโครงสร้างระบบพลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ การปรับลดค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน ด้วยการแยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากใบแจ้งค่าไฟฟ้าของประชาชน และกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 2 หน่วยแรกในราคาหน่วยละ 3 บาท รวมถึงการส่งเสริมการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงกับภาคธุรกิจ และการปรับแก้สัญญารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย เพื่อไม่ให้มีการต่อสัญญาโดยอัตโนมัติเช่นที่ผ่านมา

สำหรับโครงการโซลาร์ภาคประชาชน เปิดโอกาสให้ประชาชนที่ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์สามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินจากการใช้งานคืนให้การไฟฟ้าได้ในอัตราหน่วยละ 2.20 บาท โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการภายใต้กรอบการดำเนินงานตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ซึ่งครอบคลุมโครงการและมาตรการสนับสนุนหลายด้าน เพื่อเร่งพัฒนาระบบพลังงานสะอาดและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว

มาตรการดังกล่าวประกอบด้วย โครงการโซลาร์ภาคประชาชน กรอบวงเงิน 50,000 ล้านบาท การปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ วงเงิน 10,785 ล้านบาท การพัฒนาระบบสมาร์ทมิเตอร์ วงเงิน 10,811.6 ล้านบาท และการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานเพื่อรองรับการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โดยกระทรวงแรงงานได้รับการจัดสรรงบประมาณ 972 ล้านบาท เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะและความสามารถในการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์สำหรับภาคประชาชน

เมื่อรวมวงเงินของโครงการและมาตรการต่าง ๆ ตามข้อมูลที่เปิดเผย จะมีวงเงินรวม 73,568.6 ล้านบาท โดยรัฐบาลคาดการณ์ว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนได้ประมาณ 24,000 ล้านบาท และลดปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าจากระบบไฟฟ้าเดิมในปีแรกได้ประมาณ 6,323 ล้านหน่วย สะท้อนแนวทางการปรับเปลี่ยนระบบพลังงานที่มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้าใช้เอง เพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายไฟฟ้า และลดการพึ่งพาระบบผลิตไฟฟ้าแบบเดิมในระยะยาว

ด้านมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กรมสรรพสามิตลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันบี 20 และอี 20 เพื่อสนับสนุนการนำผลผลิตทางการเกษตรมาใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตเชื้อเพลิง และลดสัดส่วนการใช้น้ำมันจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงพลังงานพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาพลังงานในระยะยาว โดยที่ผ่านมา รัฐบาลได้ใช้มาตรการหลายด้าน ทั้งการบริหารกองทุนพลังงาน การลดค่าการกลั่น และการปรับลดภาษีสรรพสามิต เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชนและลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงาน

นายเอกภพกล่าวเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ามีมติกำหนดระยะเวลาการชำระเงินให้แก่ผู้ประกอบการ โดยกำหนดให้ชำระเงินสำหรับผลิตผลทางการเกษตรภายในระยะเวลาไม่เกิน 30 วัน และสำหรับผลิตผลอื่น ๆ รวมถึงสินค้าและบริการ ภายในระยะเวลาไม่เกิน 45 วัน ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับเงินเร็วขึ้น ลดปัญหาการรอรับชำระเงินเป็นเวลานาน และเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการ

ภายหลังมีมติดังกล่าว ภาคเอกชนรายใหญ่บางส่วนได้เริ่มปรับแนวทางการชำระเงินแล้ว จากเดิมที่กระบวนการวางบิลและจ่ายเงินใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 30–90 วัน หากคำนวณจากระยะเวลาทั่วไปที่ 45 วัน การกำหนดกรอบเวลาชำระเงินใหม่จะช่วยลดระยะเวลารอรับเงินลงได้ 15 วัน โดยคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าคาดการณ์ว่า มาตรการนี้จะช่วยเพิ่มเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ประมาณแสนกว่าล้านบาทต่อระยะเวลา 15 วัน ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนให้ธุรกิจรายย่อยมีเงินทุนสำหรับจัดซื้อวัตถุดิบ ชำระค่าใช้จ่าย และรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ

สำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย นายกรัฐมนตรีให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลจะเดินหน้าช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ที่กำลังเผชิญฝนตกหนัก ส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งการบรรเทาความเดือดร้อนในพื้นที่ การดูแลความปลอดภัย และการดำเนินการด้านประกันภัยพิบัติ เพื่อให้กระบวนการเยียวยาเป็นไปอย่างรวดเร็วและช่วยให้ประชาชนสามารถฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่หลังสถานการณ์คลี่คลายได้โดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นระบบและเข้มงวด โดยให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย ตรวจสอบการปนเปื้อนของสารอันตรายในสิ่งแวดล้อม และวางแนวทางฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาขยายวงกว้างและลดความเสี่ยงต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ภาพรวมข้อสั่งการและมาตรการที่รัฐบาลผลักดันในครั้งนี้ ครอบคลุมทั้งการลดรายจ่ายด้านพลังงาน การส่งเสริมพลังงานสะอาด การเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี การดูแลเกษตรกร และการเร่งเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ พร้อมวางแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจและระบบพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว