“รัฐบาล” สยบดราม่า “โซลาร์ภาคประชาชน” ยันไม่เอื้อทุนใหญ่ ชี้แจงเงินประกัน 5 หมื่น ป้องกันผู้รับเหมาทิ้งงาน
กระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ตั้งโต๊ะแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เงื่อนไขและข้อกำหนดของโครงการ โดยยืนยันว่าไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ พร้อมชี้แจงเหตุผลของการกำหนดเงินประกัน เพื่อคุ้มครองประชาชนและป้องกันปัญหาผู้รับเหมาติดตั้งทิ้งงาน
เมื่อวันที่ 28 ต.ค.69 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่า โครงการดังกล่าวไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้บริษัทขนาดใหญ่ เนื่องจากประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจเลือกผู้ติดตั้งจากบัญชีรายชื่อผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนไว้ หรือ Vendor List ด้วยตนเอง ขณะที่การไฟฟ้ามีหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ประกอบการก่อนขึ้นทะเบียน ทั้งด้านฐานะทางการเงิน วิศวกรประจำบริษัท ประสบการณ์การติดตั้ง และจำนวนบุคลากร เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ประกอบการมีความพร้อมในการติดตั้งระบบตามมาตรฐาน และสามารถให้บริการดูแลประชาชนได้ภายหลังส่งมอบงาน
“ถ้าบริษัทหนึ่งมีความสามารถให้บริการได้ 5 ครัวเรือน ก็ให้บริการ 5 ครัวเรือนก่อน เมื่อติดตั้งเสร็จแล้วก็ขยายเพิ่มได้ แนวทางดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าร่วมได้ตามศักยภาพ ไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นบริษัทขนาดใหญ่หรือรับงานจำนวนมากตั้งแต่ต้น” นายพลพีร์กล่าว
สำหรับประเด็นเงินประกันหรือ Bank Guarantee (BG) นายพลพีร์ระบุว่า การกำหนดหลักประกันไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อกีดกันผู้ประกอบการรายเล็ก แต่เป็นมาตรการคุ้มครองประชาชน หากผู้รับงานติดตั้งแล้วทิ้งงาน ปิดบริษัท หรือไม่ให้บริการดูแลระบบภายหลัง ประชาชนจะต้องไม่เป็นผู้รับภาระความเสียหายเพียงฝ่ายเดียว
นายพลพีร์กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ติดตั้งต้องรับผิดชอบการรับประกันอุปกรณ์ การดูแลและทำความสะอาดแผงโซลาร์เซลล์ ตลอดจนการตรวจสอบระบบเชื่อมต่อเป็นระยะเวลา 7 ปี ซึ่งสอดคล้องกับระยะเวลาสินเชื่อที่ประชาชนอาจใช้ในการติดตั้งระบบ หากในช่วงเวลาดังกล่าวอุปกรณ์ชำรุด ระบบไฟฟ้าเกิดปัญหา หรือผู้ประกอบการเลิกกิจการ เงินประกันจะเป็นส่วนหนึ่งของกลไกที่ช่วยคุ้มครองผู้เข้าร่วมโครงการ
ทั้งนี้ รายละเอียดเงินประกันที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย Bank Guarantee จำนวน 50,000 บาท ในช่วงการติดตั้ง เพื่อคุ้มครองกรณีติดตั้งไม่แล้วเสร็จ และเงินประกันจำนวน 10,000 บาท สำหรับการดูแลรักษาระบบในระยะเวลา 7 ปี โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องสื่อสารรายละเอียดและวัตถุประสงค์ของเงินประกันแต่ละส่วนให้ชัดเจน เพื่อป้องกันความสับสนทั้งในกลุ่มผู้ประกอบการและประชาชน
นายพลพีร์ยืนยันว่า การดำเนินโครงการยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมขอให้ผู้ประกอบการไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเงินประกัน BG เนื่องจากหากดำเนินการติดตั้งให้ประชาชนครบถ้วน และให้บริการหลังการขายตามเงื่อนไข รวมถึงรับประกันคุณภาพงานตามที่การไฟฟ้าทั้ง 2 แห่งกำหนด ก็จะได้รับเงินประกันคืนตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่กำหนด
สำหรับความคืบหน้าการลงทะเบียน นายพลพีร์เปิดเผยว่า ล่าสุดมีประชาชนลงทะเบียนกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ประมาณ 44,400 ราย และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ประมาณ 12,000 ราย รวมแล้วมากกว่า 56,000 ราย
นอกจากนี้ ประชาชนที่ต้องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อสนับสนุนการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ ยังมีทางเลือกจากธนาคารของรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งพร้อมสนับสนุนสินเชื่อแก่ประชาชนในอัตราดอกเบี้ยต่ำ โดยข้อมูลจาก ธอส. ระบุว่า มีอัตราดอกเบี้ย 2.5% ระยะเวลา 7 ปี
ขณะเดียวกัน รายได้จากการขายไฟฟ้าคืนให้แก่การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จะถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแบ่งเบาภาระการผ่อนชำระสินเชื่อให้กับประชาชน โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และใช้ประโยชน์จากระบบโซลาร์เซลล์ได้อย่างคุ้มค่า
นายพลพีร์ย้ำว่า เป้าหมายของโครงการโซลาร์ภาคประชาชน คือการช่วยให้ประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากที่สุด พร้อมเปิดโอกาสให้สามารถสร้างรายได้จากพื้นที่ของตนเอง ขณะที่ผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถเข้าร่วมแข่งขันได้ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน โดยประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจเลือกผู้ให้บริการด้วยตนเอง ไม่ใช่รัฐบาลหรือการไฟฟ้า

