“ครม.เงา” วิจารณ์ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” ชี้ไม่ตอบโจทย์ค่าครองชีพ-กระตุ้นเศรษฐกิจ
เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวในการประชุม ครม.เงา ถึงโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” โดยวิจารณ์ว่า มาตรการดังกล่าวยังไม่ตอบโจทย์ทั้งด้านการเยียวยาประชาชนและการกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลอาจต้องการใช้มาตรการดังกล่าวเพื่อสร้างความนิยมทางการเมือง
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า จากกระแสข่าวเกี่ยวกับโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” ซึ่งมีแนวทางให้วงเงินรวม 1,000 บาท และสามารถใช้จ่ายภายในระยะเวลา 2 เดือน หรือเฉลี่ยเดือนละ 500 บาทนั้น ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับข้อสงสัยที่ตนเคยตั้งคำถามไว้ก่อนหน้านี้ว่า มีความจำเป็นหรือไม่ที่จะนำเงินก้อนที่ควรใช้สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน มาใช้เป็นงบประมาณเพื่อเยียวยาประชาชนแทน
ทั้งนี้ แนวทางเฟส 2 ที่มีการรายงานล่าสุด เป็นการต่ออายุมาตรการอีก 2 เดือน โดยยังคงใช้รูปแบบรัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% ขณะที่รายละเอียดการดำเนินโครงการต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และการอนุมัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า เมื่อขนาดของโครงการถูกปรับให้เล็กลง จึงมีเม็ดเงินเหลือจากรอบแรกเพียงพอที่จะนำมาใช้ต่อในเฟส 2 แต่ปัญหาคือ โครงการยังคงยึดติดกับการเยียวยาในรูปแบบเดิม ซึ่งจากบทเรียนที่ผ่านมา ตนเห็นว่ายังมีข้อจำกัดหลายด้าน
หากมองในมุมของ “มาตรการเยียวยา” น.ส.ศิริกัญญาตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงต้องกำหนดเงื่อนไขให้ประชาชนร่วมจ่าย (Co-pay) 40% เพราะหากมีเป้าหมายเพื่อเยียวยาประชาชนโดยตรง ก็ควรจ่ายเงินเต็มจำนวนเพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือประชาชนโดยเร็ว พร้อมระบุว่า มาตรการดังกล่าวอาจไม่สามารถลดภาระค่าครองชีพได้อย่างเพียงพอ ท่ามกลางต้นทุนด้านพลังงานที่ยังเป็นปัจจัยกดดันค่าใช้จ่ายของประชาชน
ส่วนในมุมของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ น.ส.ศิริกัญญามองว่า วงเงินช่วยเหลือดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในวงกว้าง และตั้งข้อสังเกตว่า เป้าหมายของรัฐบาลในการเดินหน้าโครงการอาจเกี่ยวข้องกับการสร้างความนิยมทางการเมืองและลดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชน
“เป้าหมายทางการเมืองของรัฐบาลก็ล้มเหลวเช่นกัน เพราะการแจกเงินเพิ่มเพียงเดือนละ 500 บาท เป็นเวลา 2 เดือน ไม่เพียงพอที่จะกอบกู้คะแนนนิยมที่กำลังตกต่ำในขณะนี้ได้ ดิฉันขอย้ำอีกครั้งว่า เงินกู้ 2 แสนล้านบาทก้อนนี้ต้องใช้เพื่อเยียวยาประชาชนอย่างตรงจุด ซึ่งยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่ตกหล่นและไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างเฉพาะเจาะจง เช่น เกษตรกร ชาวประมง หรือภาคขนส่ง ที่โครงการช่วยเหลือเดิมเพิ่งสิ้นสุดลงไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา” น.ส.ศิริกัญญากล่าว
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้รัฐบาลพิจารณาการใช้เงินกู้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบและยังตกหล่นจากมาตรการเดิม พร้อมย้ำว่า เงินกู้ควรเป็นทรัพยากรสำหรับรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤต
“เงินกู้คือเงินสำรองฉุกเฉินของประเทศที่มีไว้เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในยามวิกฤต ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับใช้กระตุ้นคะแนนนิยมของรัฐบาล” น.ส.ศิริกัญญากล่าว

