“เอกนิติ” เปิดทางลดภาษีน้ำมัน! ลุ้นอุ้ม E20-B20 แต่ย้ำต้องถูกจังหวะ หวั่นกระทบการคลัง
เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงข้อเสนอให้นำวงเงินกู้จาก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ที่ยังเหลืออยู่สำหรับการเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง มาใช้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันว่า ประเทศไทยมีเครื่องมือหลักในการดูแลราคาพลังงาน 3 ส่วน ได้แก่ 1. การใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 2. การขอความร่วมมือให้นำผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันมาช่วยลดราคาน้ำมัน และ 3. การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน
ที่ผ่านมา รัฐบาลยังไม่ได้ใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เนื่องจากการลดภาษีจะทำให้รายได้ของรัฐลดลง ขณะที่ภาระรายจ่ายยังคงอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้รัฐบาลอาจจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป ซึ่งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
อย่างไรก็ตาม หากมีความจำเป็นต้องนำเครื่องมือด้านภาษีสรรพสามิตมาใช้ รัฐบาลกำลังพิจารณากำหนดเงื่อนไขให้มุ่งเน้นไปที่น้ำมันบางประเภท เช่น E20 และ B20 เนื่องจากน้ำมันทั้ง 2 ประเภทมีส่วนผสมของเอทานอลและไบโอดีเซลในสัดส่วนสูง เพื่อให้ประโยชน์จากการลดภาษีส่งถึงเกษตรกรไทยโดยตรง โดย E20 ใช้เอทานอลที่ผลิตจากอ้อยและมันสำปะหลัง ขณะที่ไบโอดีเซลผลิตจากน้ำมันปาล์ม
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังกล่าวถึงความสำคัญของการรักษาวินัยทางการคลังว่า การดำเนินนโยบายต่าง ๆ ต้องมีความเหมาะสมและเลือกใช้ให้ถูกจังหวะ โดยในปีงบประมาณปัจจุบัน ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนกันยายน 2569 ประเทศไทยมีวงเงินกู้คงเหลือ หรือ Fiscal Room อยู่อย่างจำกัดเพียงกว่า 10,000 ล้านบาทเท่านั้น หากดำเนินมาตรการลดภาษีโดยขาดความระมัดระวัง อาจส่งผลกระทบต่อฐานะทางการคลัง และอาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านการคลัง หรือเกิดภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤตได้
ทั้งนี้ สำหรับปีงบประมาณถัดไป รัฐบาลจะประเมินช่องว่างทางการคลัง หรือ Fiscal Room อีกครั้ง ก่อนพิจารณาตัดสินใจดำเนินนโยบายและมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและรักษาเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ
“สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Fitch Ratings ได้ประเมินในรายงานล่าสุดว่า ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการปัญหาพลังงานได้ดี โดยยังคงรักษาวินัยทางการคลังได้อย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง” นายเอกนิติ กล่าว

