“อนุทิน” เปิดเกมรุกญี่ปุ่น! เปลี่ยนฐานผลิตสู่ “หุ้นส่วนเศรษฐกิจ” ดึงลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต

“อนุทิน” เปิดเกมรุกญี่ปุ่น! เปลี่ยนฐานผลิตสู่ “หุ้นส่วนเศรษฐกิจ” ดึงลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต
  • Published21 กันยายน 2026

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น หัวข้อ “ทิศทางความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น: จากความสัมพันธ์ที่หยุดนิ่งสู่หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่มีพลวัต” ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยย้ำว่า เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และภูมิรัฐศาสตร์ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นในระยะต่อไปต้องปรับรูปแบบสู่การเป็น “หุ้นส่วน” ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน นำจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน จาก “การผลิตให้” ไปสู่ “การผลิตร่วมกัน” และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของกันและกัน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ทำให้ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อนำไปประกอบการกำหนดแนวทางการทำงาน การแก้ไขปัญหา ตลอดจนกำหนดทิศทางความสัมพันธ์และความร่วมมือกับประเทศคู่ค้า โดยต้องนำจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาทำงานร่วมกันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

สำหรับญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าเป็นมิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์กับไทยมาอย่างยาวนาน แม้รูปแบบความร่วมมือและการลงทุนอาจเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต แต่การลงทุนของญี่ปุ่นในประเทศไทยยังคงมีความสำคัญ โดยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนและสร้างระบบงานต่าง ๆ ในประเทศไทย โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน

ปัจจุบันไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านและเชื่อมโยงกับตลาดโลกมากขึ้น จึงอาจดูเหมือนว่าการพึ่งพาญี่ปุ่นในบางด้านลดลง แต่ไม่ได้หมายความว่าไทยสูญเสียความสามารถในการผลิต หากสะท้อนว่าไทยมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งด้านแหล่งลงทุน เทคโนโลยี และความร่วมมือจากประเทศต่าง ๆ ขณะเดียวกัน ไทยยังพัฒนาและสร้างขีดความสามารถด้านโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมภายในประเทศเพิ่มขึ้น

สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ไทยมีความร่วมมือกับญี่ปุ่นมาหลายทศวรรษจนเกิด Supply Chain ที่เข้มแข็ง โดยมีการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ภายในประเทศจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทำให้โครงสร้างการแข่งขันเปลี่ยนแปลงไป และมีนักลงทุนจากประเทศอื่นเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่ อิเล็กทรอนิกส์ และเซมิคอนดักเตอร์

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “จากนี้ไปความร่วมมือกับญี่ปุ่นคงต้องเข้ามาในรูปแบบของ Direct Investment” พร้อมระบุว่า ไทยควรต่อยอดจากฐานการผลิตเดิมและพัฒนา Supply Chain ให้รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะด้านดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

ส่วนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยพยายามลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานชีวภาพ เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับการบริหารจัดการความผันผวนของราคาพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไทยไม่สามารถควบคุมได้โดยตรง

รัฐบาลยังมีแนวทางเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้า เช่น การติดตั้ง Solar Rooftop เข้าสู่ระบบ เพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือน รวมถึงสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้คืนให้รัฐ โดยสอดคล้องกับกติกาและแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลงทุนสีเขียว และการปรับโครงสร้างภาคการผลิต

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ไทยต้องเตรียมความพร้อมด้านกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐาน และแหล่งเงินทุน เพื่อสนับสนุนการปรับเปลี่ยนภาคเศรษฐกิจให้สามารถแข่งขันได้ภายใต้กติกาใหม่ของโลก พร้อมย้ำถึงโอกาสในการสร้างความร่วมมือกับภาคธุรกิจและนักลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งมีประสบการณ์และฐานการลงทุนในไทยมาอย่างยาวนาน และต้องการต่อยอดไปสู่สาขาใหม่ที่สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจในอนาคต

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เชื่อมั่นว่าญี่ปุ่นยังมีศักยภาพและความสนใจในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยและภูมิภาค จึงควรใช้โอกาสจากความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานต่อยอดความร่วมมือ โดยเฉพาะการลงทุนที่สามารถเชื่อมโยงกับ Supply Chain เดิมของญี่ปุ่นในไทย และขยายไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

นายกรัฐมนตรีขอให้ทีมประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์ความสัมพันธ์และเศรษฐกิจระหว่างไทยกับญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด พร้อมนำข้อมูลและข้อเสนอแนะมาประกอบการทำงาน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน พลังงาน และการพัฒนาอุตสาหกรรมระหว่างสองประเทศให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีย้ำถึงนโยบายเดินหน้าปราบปรามสแกมเมอร์ ธุรกิจผิดกฎหมาย อาชญากรรมออนไลน์ และยาเสพติดทุกรูปแบบ โดยระบุว่ารัฐบาลดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน 1 จนถึงปัจจุบัน และมีการยึดทรัพย์มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีผู้ใดมีธุรกิจหรือเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์หรือธุรกิจสีเทา

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลยังเดินหน้ายกระดับมาตรฐานและปรับปรุงมาตรการต่าง ๆ พร้อมระบุถึงกรณีบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจากระดับ “Negative” หรือเชิงลบ เป็น “Stable” หรือมีเสถียรภาพ และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศที่ระดับ BBB โดยมองว่าเป็นสัญญาณสะท้อนทิศทางและแนวโน้มของไทยที่ดีขึ้น

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรียังได้รับทราบข้อห่วงใยเกี่ยวกับปัญหาการพำนักระยะยาวเกินกำหนด (overstay) ของคนไทยบางส่วนในญี่ปุ่น โดยไทยพร้อมร่วมมือกับหน่วยราชการญี่ปุ่น และได้มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำชับดำเนินการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดดังกล่าวต่อไป

นายกรัฐมนตรียังให้ความมั่นใจต่อทีมประเทศไทยว่า รัฐบาลมีเสถียรภาพในระดับสูง ทั้งเสียงสนับสนุนในรัฐสภา ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ตลอดจนการทำงานร่วมกับข้าราชการประจำและกองทัพ โดยระบุว่าปัจจัยด้านความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมืองเป็นหนึ่งในจุดแข็งของประเทศที่สามารถนำไปสื่อสารเพื่อสร้างความมั่นใจแก่รัฐบาลญี่ปุ่นและนานาชาติได้

ด้านนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า พัฒนาการของตลาดทุนไทยในช่วงที่ผ่านมาเป็นสัญญาณบวก โดยระบุว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่ไทยมีกระแสเงินทุนไหลเข้าสวนทางกับภูมิภาค และสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยตลาดโลก ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อ New Growth Engine ของประเทศ รวมถึงความพยายามของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและสร้างความเชื่อมั่น

นายไพบูลย์กล่าวว่า พัฒนาการดังกล่าวสอดรับกับทิศทางการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่และแข่งขันในระดับโลก พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าตลาดทุนไทยกลับมาได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกอีกครั้ง

ด้านนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า เสียงตอบรับจากนักลงทุนต่างชาติสะท้อนถึงนโยบายของรัฐบาลที่มีความเป็นรูปธรรมและสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ โดยระบุว่าเห็นได้จากการปรับตัวขึ้นของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งทำให้มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นหลายล้านล้านบาทนับตั้งแต่การจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้

สำหรับความร่วมมือกับญี่ปุ่น ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้ายกระดับความสัมพันธ์ผ่านความร่วมมือในหลายด้าน รวมถึงมีผลิตภัณฑ์ DR ที่อ้างอิงหลักทรัพย์ของญี่ปุ่น และร่วมสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ของตลาดทุน รวมถึงโครงการ BOI-to-IPO เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยสามารถระดมทุนและเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจไทย

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมุ่งส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างบริษัทจดทะเบียนไทยกับญี่ปุ่น เพื่อให้เข้าถึงโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และสร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนร่วมกันในระยะยาว