“ทักษิณ” ขึ้นศาลสู้คดียึดทรัพย์ภาษีหุ้นชินฯ มูลค่า 1.7 หมื่นล้าน ศาลนัดฟังคำสั่ง 16 พ.ย.นี้

“ทักษิณ” ขึ้นศาลสู้คดียึดทรัพย์ภาษีหุ้นชินฯ มูลค่า 1.7 หมื่นล้าน ศาลนัดฟังคำสั่ง 16 พ.ย.นี้
  • Published7 ตุลาคม 2026

‘ทักษิณ’ ขึ้นเบิกความขอศาลคุ้มครองชั่วคราว หลังสรรพากรอายัดเงินกว่า 90 ล้านบาท รถยนต์ 5 คัน และที่ดิน ปมภาษีขายหุ้นชินคอร์ปกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท อ้างเป็นผลจาก ‘ต้นไม้พิษ’ พร้อมชี้รัฐยึดเงินจากการขายหุ้นไปแล้วกว่า 4.6 หมื่นล้านบาท ศาลภาษีอากรกลางนัดฟังคำสั่ง 16 พ.ย. 2569

ที่ศาลภาษีอากรกลาง ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2569 ศาลนัดไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว ในคดีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรมสรรพากร กรณีการเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2549 เป็นเงินกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท และมีการยึดอายัดทรัพย์สินเพื่อนำไปชำระหนี้ภาษี

เวลา 08.42 น. นายทักษิณเดินทางมาถึงศูนย์ราชการฯ อาคารเอ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ผู้สื่อข่าวสอบถามว่ามีความกังวลหรือไม่ นายทักษิณตอบสั้นๆ ว่า “ไม่มีอะไรเลย สบายๆ”

นายทักษิณขึ้นเบิกความด้วยตนเอง โดยระบุว่ามีทรัพย์สินถูกยึดและอายัด รวมถึงรถยนต์ 5 คัน ในจำนวนนี้ 2 คันเป็นรถยนต์สั่งทำพิเศษและติดตั้งกระจกกันกระสุน เนื่องจากระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเคยถูกลอบสังหารหลายครั้ง และหลังพ้นจากตำแหน่งก็ยังมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น จึงไม่แน่ใจว่าจะมีใครมาปองร้ายหรือไม่ หากรถถูกยึดไปอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต และหากต้องสั่งทำรถใหม่ก็ต้องใช้เวลานาน

นายทักษิณตอบคำถามค้านของฝ่ายจำเลยว่า ปัจจุบันรถยนต์ดังกล่าวยังอยู่กับตน แต่หากปล่อยไว้ก็จะถูกดำเนินการเพื่อนำไปขายทอดตลาด ส่วนกรณีการนำเงินมาเป็นหลักประกันเพื่อชะลอการจ่ายภาษี นายทักษิณระบุว่า ไม่มีรายได้จากการขายหุ้นในส่วนดังกล่าวเหลือเพื่อนำมาวางเป็นหลักประกันแล้ว

นายทักษิณยังเบิกความว่า สาเหตุที่ต้องมานั่งอยู่ในศาลขณะนี้ เพราะตนคือผลไม้ที่เกิดจากต้นไม้ที่เป็นพิษ อันเป็นผลจากการปฏิวัติรัฐประหารทางการเมือง โดยเห็นว่าการซื้อขายหุ้นไม่ได้ทำให้รัฐเสียหาย แต่ในช่วงเวลานั้นตนอยู่ต่างประเทศ และเมื่อมีคำพิพากษาก็เคารพคำพิพากษา โดยการได้มาซึ่งคำพิพากษาเกิดจากการที่มีผลไม้เต็มถาดยื่นไปให้ศาล

นายทักษิณยังเห็นว่า การดำเนินการของกรมสรรพากรไม่ชอบ โดยเปรียบเทียบให้กระทรวงการคลังเป็นพ่อ และกรมสรรพากรเป็นลูก ส่วนตนมีหนี้และได้มอบเงินทั้งหมดให้คนเป็นพ่อไปแล้ว แต่พ่อไม่พูดคุยกับลูก ทำให้ลูกกลับมาทวงเงินจากตนอีก

นอกจากนี้ ยังมีข่าวว่าจะมีการฟ้องล้มละลาย เนื่องจากมีเงินไม่เพียงพอให้อายัดทรัพย์เพิ่มเติมเพื่อนำไปชำระหนี้ภาษี

นอกจากนายทักษิณแล้ว ฝ่ายโจทก์ยังนำอดีตข้าราชการกรมสรรพากรขึ้นเบิกความ ขณะที่ฝ่ายจำเลยนำพยานขึ้นเบิกความ 2 ปาก เป็นเจ้าหน้าที่นิติกรของกรมสรรพากร ซึ่งให้การเกี่ยวกับขั้นตอนและการปฏิบัติหน้าที่ในการเรียกเก็บภาษี

ระหว่างพยานฝ่ายจำเลยปากที่ 4 ขึ้นเบิกความ นายทักษิณได้ขออนุญาตศาลเดินทางกลับ เนื่องจากติดภารกิจ โดยศาลพิจารณาแล้วอนุญาต ระหว่างเดินทางกลับ นายทักษิณเปิดเผยสั้นๆ ว่า “ไม่มีอะไรต้องพูด” ก่อนเดินทางกลับทันที

ต่อมา นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ให้สัมภาษณ์ว่า คดีนี้เป็นการยื่นฟ้องในประเด็นข้อพิพาทที่ฝ่ายนายทักษิณเห็นว่าแตกต่างจากประเด็นที่เคยมีการพิจารณาในคดีก่อนหน้านี้ โดยคดีเดิมศาลได้วินิจฉัยเกี่ยวกับการประเมินภาษีของกรมสรรพากร ซึ่งมีประเด็นเกี่ยวกับกระบวนการและขั้นตอนในการประเมิน เช่น การออกหมายเรียก และการดำเนินการตามระเบียบหรือข้อปฏิบัติของกรมสรรพากร

นายวิญญัติกล่าวว่า หลังจากมีคำพิพากษา กรมสรรพากรได้ดำเนินการเร่งรัดหนี้ภาษีมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการอายัดทรัพย์สินของนายทักษิณ โดยปัจจุบันมีเงินในบัญชีที่ถูกอายัดประมาณ 90 ล้านบาท รถยนต์ 5 คัน และที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกับน้องสาวที่ จ.เชียงใหม่ โดยในจำนวนรถยนต์ดังกล่าวมีรถกันกระสุน 2 คัน

เมื่อถามว่าการร้องขอคุ้มครองชั่วคราวครั้งนี้จะมีผลต่อเนื่องกับเรื่องการฟ้องล้มละลายหรือไม่ นายวิญญัติกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นมาตรการที่อธิบดีกรมสรรพากรคนก่อนพยายามดำเนินการ โดยขณะนี้อธิบดีอาจมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว และมีแนวทางว่าหากไม่ชำระหนี้ก็อาจดำเนินการฟ้องล้มละลายในอนาคต

อย่างไรก็ตาม กระบวนการฟ้องล้มละลายยังมีประเด็นที่ฝ่ายตนโต้แย้งว่า ยังมีหนี้ภาษีอยู่จริงหรือไม่ และมีหนี้ค้างชำระอยู่หรือไม่ จึงเห็นว่าประเด็นดังกล่าวควรชะลอไว้ก่อน

นายวิญญัติกล่าวว่า เหตุผลสำคัญที่ฝ่ายนายทักษิณยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว เนื่องจากเห็นว่าทรัพย์สินบางส่วนที่ถูกอายัดเกี่ยวข้องกับเงินที่เคยถูกนำส่งหรือจัดเก็บเข้าสู่รัฐไปแล้ว โดยอ้างถึงเงินประมาณ 46,000 ล้านบาท ที่เกี่ยวข้องกับการขายหุ้นชินคอร์ปฯ และการดำเนินการตามคำพิพากษาที่ผ่านมา จึงเกิดคำถามว่า หากเงินจำนวนดังกล่าวเข้าสู่รัฐไปแล้ว เหตุใดจึงยังมีการเรียกเก็บภาษีจากเงินได้ในส่วนเดียวกันอีก

“คำถามคือ รัฐยึดเข้าไปแล้ว รัฐได้ประโยชน์เข้าไปแล้วหรือไม่ เพียงกรมสรรพากรอ้างว่าตนเองไม่ได้จัดเก็บ อย่างนี้เป็นธรรมกับอดีตนายกทักษิณหรือไม่” นายวิญญัติกล่าว

นายวิญญัติกล่าวอีกว่า การขอคุ้มครองชั่วคราวไม่ได้เป็นการขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งหรือยกเลิกการประเมินภาษี แต่เป็นการขอให้ศาลพิจารณาว่ามีเหตุสมควรที่จะคุ้มครองทรัพย์สินไว้ระหว่างที่คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาหรือไม่ เพราะหากมีการขายทอดตลาดทรัพย์สินไปแล้ว และต่อมานายทักษิณเป็นฝ่ายชนะคดี ก็จะเกิดคำถามว่ากรมสรรพากรจะรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นอย่างไร

นายวิญญัติกล่าวว่า ประเด็นสำคัญอีกประการที่ฝ่ายโจทก์นำเสนอต่อศาล คือยอดภาษีที่กรมสรรพากรเรียกเก็บ โดยมีการกล่าวถึงเงินต้นประมาณ 5,800 ล้านบาท ซึ่งกรมสรรพากรอ้างว่าเป็นภาษีจากเงินได้จากการขายหุ้น รวมถึงเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ทำให้ยอดเรียกร้องรวมอยู่ที่ประมาณ 17,000 ล้านบาท

ฝ่ายโจทก์โต้แย้งว่า หากเงินดังกล่าวเป็นเงินได้จากการขายหุ้นก้อนเดียวกับเงินที่ถูกดำเนินการตามคำพิพากษาและนำส่งรัฐไปแล้ว ก็ต้องพิจารณาว่าเป็นเงินได้ก้อนเดียวกันหรือไม่

“ถ้ามันเป็นเงินได้ก้อนเดียวกัน ก็คือเป็นเงินได้ที่จัดเก็บไปแล้ว ยังจะให้ผู้เสียภาษีคนหนึ่ง โดยเฉพาะนายทักษิณ มาจ่ายอีกหนึ่ง ไม่ใช่น้อยๆ แต่เป็น 17,000 ล้านบาท มันอยู่ใน 46,000 ล้านบาท ถ้าไม่ใช่ ให้ทุกคนออกมาปฏิเสธ กระทรวงการคลังออกมาปฏิเสธ” นายวิญญัติกล่าว

นายวิญญัติยังอ้างถึงข้อมูลของกรมบัญชีกลางเกี่ยวกับเงินจำนวนดังกล่าว โดยระบุว่า มีเอกสารหรือข้อมูลที่เคยมีการแถลงเกี่ยวกับเงินจากการขายหุ้นและการนำส่งเงินให้รัฐ พร้อมยืนยันว่าประเด็นดังกล่าวเป็นหนึ่งในข้อเท็จจริงที่ฝ่ายโจทก์นำมาโต้แย้งในคดีนี้

สำหรับการดำเนินคดีต่อจากนี้ นายวิญญัติกล่าวว่า ฝ่ายอัยการได้ขอขยายเวลาในการยื่นคำให้การเพิ่มเติม โดยให้เหตุผลว่าคดีมีความซับซ้อนและมีประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับคำพิพากษาที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายโจทก์ไม่คัดค้าน โดยศาลให้โอกาสขยายเวลาเพิ่มเติมเป็นครั้งที่ 3

นายวิญญัติกล่าวว่า ศาลนัดฟังคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2569 เวลา 09.00 น. ส่วนกระบวนการในคดีหลักจะดำเนินการตามขั้นตอนที่ศาลกำหนดต่อไป

นายวิญญัติกล่าวถึงข้อโต้แย้งในเชิงกฎหมายเพิ่มเติมว่า ฝ่ายโจทก์ได้นำหลักเรื่อง “ผลไม้จากต้นไม้พิษ” มาประกอบการโต้แย้ง โดยเห็นว่ากระบวนการที่นำไปสู่การดำเนินการกับนายทักษิณในช่วงที่ผ่านมา มีจุดเริ่มต้นจากการดำเนินการของคณะบุคคลและกระบวนการที่เกิดขึ้นภายหลังการยึดอำนาจ และเห็นว่าประเด็นดังกล่าวควรถูกพิจารณาในแง่ความเป็นธรรมของกระบวนการด้วย

“สิ่งเหล่านี้เป็นทฤษฎีกฎหมายตามกฎหมาย เรื่องผลไม้พิษ ผลไม้ของต้นไม้พิษ ท่านถูกอายัดยึดทรัพย์ ถูกดำเนินคดี ทุกท่านคงทราบดีว่าล้วนมาจากคณะยึดอำนาจ 2 คณะอย่างน้อย คณะที่ถูกแต่งตั้ง บุคคล กลุ่มบุคคลที่มาจากอำนาจดังกล่าว ล้วนแต่เป็นผลไม้พิษ” นายวิญญัติกล่าว

นายวิญญัติกล่าวว่า ประเด็นที่ฝ่ายตนนำเสนอต่อศาลไม่ได้หมายความว่าเป็นการตัดสินล่วงหน้าว่ากระบวนการทั้งหมดไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ต้องการให้ศาลพิจารณาว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นมีความเป็นธรรมหรือไม่ โดยเฉพาะในบริบทที่ประเทศกำลังพยายามเดินหน้าไปสู่การปรองดองและลดความขัดแย้งทางการเมือง

ทั้งนี้ การพิจารณาคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวเป็นเพียงการพิจารณาว่ามีเหตุสมควรที่จะคุ้มครองทรัพย์สินของนายทักษิณไว้ระหว่างการพิจารณาคดีหรือไม่ ยังไม่ได้เป็นการพิจารณาว่าฝ่ายใดเป็นผู้ชนะหรือแพ้ในคดีหลัก และไม่ได้เป็นการขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งหรือยุติการเรียกเก็บภาษีในทันที