“บิ๊กโจ๊ก” อ่วม! ลือสะพัด “ปปช.” แจ้งข้อกล่าวหา “ยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ” 5 รายการ เงินสด 70 ล้าน รวมทองคำและนาฬิกา
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 มีรายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ระบุว่า ในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติแจ้งข้อกล่าวหาต่อ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กรณีถูกกล่าวหาว่าจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตนเองและคู่สมรสด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ โดย ป.ป.ช. มีคำสั่งให้เข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วันนับตั้งแต่ได้รับหนังสือ
เบื้องต้นมีรายงานว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ได้รับหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว แต่ยังไม่ได้เข้าชี้แจงต่อ ป.ป.ช. แหล่งข่าวระบุว่า ก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์เคยยืนยันว่าตนเองบริสุทธิ์และสามารถชี้แจงข้อกล่าวหาได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อยังไม่ได้เข้าชี้แจงตามขั้นตอน ขั้นตอนต่อไปคือการเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาลงมติดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
แหล่งข่าวระบุด้วยว่า การดำเนินคดีของ ป.ป.ช. ในกรณีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นไปอย่างรอบคอบ เนื่องจากมีหลายคดีและมีรายละเอียดซับซ้อน เจ้าหน้าที่จึงต้องตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างละเอียดก่อนพิจารณาชี้มูลความผิด รวมถึงคดีอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
สำหรับการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินในช่วงที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แหล่งข่าวระบุว่า ป.ป.ช. เห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะแจ้งข้อกล่าวหา กรณีจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ รวมถึงมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน โดยรายการที่ถูกกล่าวหาว่าไม่แสดงมีทั้งหมด 5 รายการ ได้แก่ เงินสด เงินฝาก ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทองคำ และนาฬิกา
ตามหลักเกณฑ์ทางกฎหมาย ผู้ดำรงตำแหน่งที่มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. ต้องแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงการยื่นบัญชีทุกสามปีตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งในกรณีที่เข้าหลักเกณฑ์ โดยจากการตรวจสอบกรณีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีรายละเอียดข้อกล่าวหา 5 รายการ ดังนี้
รายการแรก คือ เงินสดจำนวน 70 ล้านบาท แหล่งข่าวระบุว่า จากการตรวจสอบช่วงปี 2558-2564 พบว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์มีอาวุธปืนเพิ่มขึ้น 170 กระบอก มูลค่ารวมกว่า 22 ล้านบาท แต่รายได้ที่แสดงไว้ไม่เพียงพอต่อการซื้ออาวุธปืนดังกล่าว ป.ป.ช. จึงมีหนังสือให้ชี้แจงที่มาของทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น
แหล่งข่าวกล่าวอ้างว่า ในการชี้แจงดังกล่าวมีการจัดทำพยานหลักฐานขึ้นเพื่ออ้างแหล่งที่มาของเงิน โดยอ้างว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ได้รับรายได้จากการเป็นนายหน้าชี้ช่องให้ นายสมภพ ไทยธีระเสถียร หรือ “อั้ง เมืองชล” เซียนพระชื่อดัง ซื้อพระเครื่องจาก นายสมพร กุลวานิช อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นเงิน 10.9 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า การซื้อขายพระเครื่องดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจริง
แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า นายสมบัติ ธรธรรม อดีตอนุกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิ ป.ป.ช. ถูกกล่าวหาว่าให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดทำหลักฐานเพื่อให้คำชี้แจงมีความน่าเชื่อถือ โดยมีการถ่ายภาพนายสมภพกับเงินสดภายในตู้นิรภัย แหล่งข่าวระบุว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์สั่งการให้ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ นำเงินสดจำนวน 70 ล้านบาทจากบ้านพักในซอยวิภาวดีรังสิต 60 ไปให้นายสมภพใช้จัดทำภาพดังกล่าว พร้อมระบุให้นำสายรัดธนบัตรของธนาคารออกและใช้หนังยางมัดเงินแทน เพื่อไม่ให้ตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินสด
จากนั้น พ.ต.ท.คริษฐ์ได้นำเงินไปยังร้านของนายสมภพในเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร และวางไว้ในตู้นิรภัยเพื่อถ่ายภาพประกอบคำชี้แจง ก่อนส่งภาพให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์และนายสมบัติพิจารณาคัดเลือก เพื่อนำไปใช้ประกอบเอกสารชี้แจงต่อ ป.ป.ช. เมื่อจัดทำภาพเสร็จแล้ว พ.ต.ท.คริษฐ์ได้นำเงินสดกลับไปคืนให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ภายในวันเดียวกัน ต่อมานายสมภพได้ทำหนังสือชี้แจงต่อ ป.ป.ช. เกี่ยวกับการซื้อขายพระเครื่องดังกล่าว
แหล่งข่าวระบุว่า จากการตรวจสอบพบว่า ค่านายหน้าหรือค่าแนะนำที่นายสมภพกล่าวอ้างว่าได้จ่ายให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์นั้นไม่มีอยู่จริง
รายการที่สอง คือ เงินฝากในบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี นายสมพงษ์ ชิตวิลัย จำนวนกว่า 300,000 บาท ซึ่งไม่ได้แสดงไว้ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน แหล่งข่าวระบุว่า พ.ต.ท.คริษฐ์เป็นผู้จัดการให้บุคคลใกล้ชิดเปิดบัญชีเงินฝากเพื่อนำมาใช้ทำธุรกรรมทางการเงิน โดยช่วงปี 2558-2564 เป็นช่วงที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในกรณีเข้ารับตำแหน่งกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยและในระหว่างดำรงตำแหน่งตามที่กฎหมายกำหนด
อย่างไรก็ตาม มีบัญชีเงินฝากในชื่อ นายสมพงษ์ ชิตวิลัย ที่ไม่ได้แสดงไว้ โดยแหล่งข่าวกล่าวอ้างว่า บัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีที่ พ.ต.ท.คริษฐ์จัดการแทนอดีตรอง ผบ.ตร. และนำมาใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์และคู่สมรส
นอกจากนี้ แหล่งข่าวยังระบุว่า จากการตรวจสอบพบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการได้รับเงินหรือผลประโยชน์ที่อาจได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงพฤติการณ์โอน ยักย้าย หรือซุกซ่อนทรัพย์สินไว้ในชื่อบุคคลอื่น เพื่อปกปิดที่มาและนำเงินหรือผลประโยชน์ไปใช้ โดยหนึ่งในวิธีที่ถูกกล่าวถึงคือการใช้บัญชีธนาคารของบุคคลอื่นทำธุรกรรมเพื่อประโยชน์ของอดีตรอง ผบ.ตร.
แหล่งข่าวระบุว่า พ.ต.ท.คริษฐ์นำบุคคลใกล้ชิดมาเปิดบัญชีเงินฝากที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นบัญชีม้า และใช้ทำธุรกรรมทางการเงินรวม 6 บัญชี มียอดเงินรวมกว่า 223 ล้านบาท โดยบัญชีของนายสมพงษ์เป็นหนึ่งในบัญชีดังกล่าว ทั้งนี้ ตามคำให้การของ พ.ต.ท.คริษฐ์ พบว่าเงินกว่า 300,000 บาทในบัญชีดังกล่าวมาจาก ส.ต.อ.ณัฐวุฒิ หวัดแวว และนางสาวพิมพ์วิไล ปล้องอ่อน ซึ่งเกี่ยวข้องกับบัญชีที่แหล่งข่าวระบุว่าเป็นบัญชีม้าของเว็บพนัน BNK Master จำนวนประมาณ 200,000 บาท โดยแหล่งข่าวระบุว่ายังไม่ปรากฏแหล่งที่มาของเงินดังกล่าวโดยชอบ
รายการที่สาม คือ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 2 แปลง ตั้งอยู่ที่ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ซึ่งไม่ได้แสดงรายการไว้ แหล่งข่าวระบุว่า นางศิรินัดดา พานิชพงศ์ หรือชื่อที่เกี่ยวข้องตามเอกสาร ได้แก่ นางศิรินัดดา หักพาล นางธมณพรรษสร พานิชพงศ์ หรือนางกันต์นพภัทร พานิชพงศ์ ซึ่งเป็นคู่สมรสของอดีตรอง ผบ.ตร. เป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนและถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2563
รายการที่สี่ คือ ทองคำของคู่สมรส น้ำหนักรวม 845 บาท ซึ่งมีการขายในราคากว่า 21 ล้านบาท แหล่งข่าวระบุว่า เอกสารประกอบหนังสือรับฝากเงินลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2563 ระหว่างนายบัญชาในฐานะผู้รับฝากเงินกับนางศิรินัดดาในฐานะผู้ฝากเงิน มีข้อความอันเป็นเท็จ โดยเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเงินจำนวนกว่า 21 ล้านบาทจากการขายทองคำดังกล่าว
รายการที่ห้า คือ นาฬิกาจำนวน 47 เรือน มูลค่ารับซื้อกว่า 61 ล้านบาท และมีราคาประเมินรวมประมาณ 60 ล้านบาทตามข้อมูลที่แหล่งข่าวระบุ โดยมีรายงานว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์มีนาฬิกามากกว่า 60 เรือนเก็บไว้ในห้องชุดคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร และมีนายชินรัตน์ วัฒนกูล นักธุรกิจด้านการขนส่งในจังหวัดอุดรธานี เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยแหล่งข่าวระบุว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์อ้างว่านายชินรัตน์เป็นญาติสนิทที่ให้ความเคารพนับถือ อีกทั้งยังมีชื่อเป็นเจ้าของบ้านพักในซอยวิภาวดีรังสิต 60
แหล่งข่าวระบุว่า เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ให้นายสามารถ กอนแก้ว ไปถ่ายภาพนาฬิกาที่ห้องชุดดังกล่าว ก่อนสั่งให้นายชานนท์ อ่วมทร นำแฟ้มภาพถ่ายและใบรับประกันนาฬิกาไปให้ร้านนาฬิกาแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครประเมินราคา โดย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ประเมินมูลค่าไว้ 70 ล้านบาท ต่อมามีการตกลงขายนาฬิกา 50 เรือน โดยร้านตกลงรับซื้อในราคากว่า 61 ล้านบาท และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ขอรับชำระเป็นเงินสด
จากการตรวจสอบนาฬิกาทั้ง 50 เรือน แหล่งข่าวระบุว่า พบว่ามีนาฬิกา 47 เรือนที่ไม่ได้แสดงไว้ในบัญชีทรัพย์สิน ทั้งที่ต้องแสดงรายการต่อ ป.ป.ช.
แหล่งข่าวสรุปว่า การไม่แสดงทรัพย์สินทั้ง 5 รายการดังกล่าว ทำให้มีพฤติการณ์ที่ ป.ป.ช. เห็นว่าควรตรวจสอบว่าเข้าข่ายมีเจตนาปกปิดที่มาแห่งทรัพย์สินหรือแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือไม่ รวมถึงมีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบว่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติหรือไม่ ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการแจ้งข้อกล่าวหาและการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย โดยผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิชี้แจงและต่อสู้ข้อกล่าวหาตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

