“อนุทิน” ประกาศยกเครื่องประเทศไทย! เปิดแผน Reinvent Thailand ปรับ 4 ด้าน สร้างประเทศให้แกร่งจากภายใน
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Reinvent Thailand” โดยนำเสนอวิสัยทัศน์การยกเครื่องประเทศไทย เพื่อสร้างความเข้มแข็งจากภายใน เพิ่มโอกาสให้ประชาชน เสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจ และเตรียมความพร้อมให้ประเทศสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คำว่า “Reinvent” หมายถึงการนำสิ่งที่มีอยู่มาทบทวน ปรับเปลี่ยน และพัฒนาองค์ประกอบต่าง ๆ ขึ้นใหม่ เพื่อให้สามารถนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้น “Reinvent Thailand” จึงหมายถึงการยกเครื่องประเทศไทย เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชน เสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระดับโลก
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงประสบการณ์จากการเดินทางไปเยือนต่างประเทศ รวมถึงการหารือกับผู้นำทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจในหลายเวที ซึ่งทำให้เห็นทิศทางของประเทศต่าง ๆ ที่กำลังให้ความสำคัญกับการพึ่งพาตนเองมากขึ้น โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของแนวคิดเรื่องความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยง (Resilience)
กล่าวคือ แต่ละประเทศจำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองให้ได้ก่อน พร้อมกับแสวงหาความร่วมมือจากนานาประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับความผันผวนและความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศ
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งประเทศไทยได้นำเสนอผ่าน Thailand Pavilion ในการประชุม IMF-World Bank ครั้งล่าสุด และได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก นายกรัฐมนตรีระบุว่า หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ ไม่ได้เป็นแนวคิดที่สอนให้หยุดการพัฒนา ปิดประเทศ หรือปฏิเสธเทคโนโลยี แต่เป็นหลักการที่ส่งเสริมให้ประเทศพัฒนาอย่างรู้เท่าทัน รู้จักความพอดี และเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยง โดยใช้ความรู้ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเข้าสู่สังคมสูงวัย และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อรูปแบบการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ รัฐบาลจึงมุ่งสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน โดยให้ความสำคัญกับ 3 ด้านหลัก ได้แก่ การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน (Reinvent Energy) การปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ (Reinvent Economy) และการพัฒนาทุนมนุษย์ (Reinvent People) พร้อมเพิ่มเติมอีกหนึ่งด้านที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนทั้ง 3 ด้าน คือ การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมือง (Reinvent Politics)
สำหรับด้านความมั่นคงทางพลังงาน นายกรัฐมนตรีระบุว่า เป็นประเด็นที่ประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นที่มาของนโยบายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ที่รัฐบาลกำหนดไว้ตั้งแต่การแถลงนโยบาย และล่าสุดได้เดินหน้าโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” ซึ่งเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการส่งเสริมพลังงานสะอาดในระดับครัวเรือน
เป้าหมายของโครงการไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านเท่านั้น แต่ต้องการให้ประชาชนมีทางเลือกในการใช้พลังงานและสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของตนเองได้ ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบไฟฟ้าของประเทศ ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่เริ่มต้นจากระดับครัวเรือน และขยายผลไปสู่ความมั่นคงทางพลังงานในภาพรวม
ส่วนการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลมุ่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ พร้อมเร่งวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเกษตรสมัยใหม่ เทคโนโลยีอาหาร อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ตลอดจนการพัฒนาศูนย์ข้อมูล (Data Centre) เพื่อรองรับการลงทุนด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ให้เติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ จำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการทบทวนกฎระเบียบ การปฏิรูปกฎหมาย และการปรับปรุงการบังคับใช้กฎหมายให้สอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลจึงต้องปรับปรุงกระบวนการทำงานของภาครัฐให้มีความสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และเอื้อต่อการติดต่อประสานงานระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนและประชาชน
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงโครงการ Thailand FastPass ซึ่งเป็นแนวทางในการส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน ควบคู่กับการผลักดันการปฏิรูประบบราชการ เพื่อให้การดำเนินงานของภาครัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ หากประชาชนไม่ได้รับโอกาสในการพัฒนาไปพร้อมกัน โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อรูปแบบการทำงานมากขึ้น เทคโนโลยี AI อาจทำให้งานบางประเภทลดลง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สร้างตำแหน่งงานและความต้องการทักษะรูปแบบใหม่เพิ่มขึ้นเช่นกัน
รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเรียนรู้และใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเหมาะสม พร้อมทำงานร่วมกับสถานศึกษา นายจ้าง และผู้ประกอบการ เพื่อให้การเรียนรู้ตลอดชีวิตสอดคล้องกับการดำเนินชีวิตจริงและความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน ช่วยให้ประชาชนสามารถปรับตัวและพัฒนาทักษะให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
นอกจากนี้ ในการหารือและเจรจาความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนกับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างประโยชน์ให้แก่คนไทยควบคู่ไปกับการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยพิจารณาถึงจำนวนการจ้างงานคนไทย แผนการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี ตลอดจนความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในประเทศ เพื่อให้การลงทุนจากต่างประเทศไม่เพียงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยพัฒนาทักษะและเพิ่มศักยภาพของบุคลากรไทยไปพร้อมกัน
นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การยกเครื่องประเทศไทยทั้ง 3 ด้านสามารถเดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม คือการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมือง (Reinvent Politics) โดยมุ่งสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่เปิดกว้างและสร้างสรรค์ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง รวมถึงการตรวจสอบที่มุ่งประโยชน์ของประเทศชาติ ไม่ใช่การใช้วาทกรรมหรือข่าวปลอม (Fake News) เพื่อสร้างความเกลียดชังหรือขัดขวางการทำงานของฝ่ายตรงข้าม
ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะต้องยุติการวิพากษ์วิจารณ์หรือการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล แต่ต้องการให้ทุกฝ่ายมุ่งเน้นเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ โดยการทำงานทางการเมืองและการสื่อสารระหว่างกันควรเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ เปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง เพื่อให้ประเทศสามารถเดินหน้าและพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า การยกเครื่องประเทศไทยไม่ใช่ภารกิจของรัฐบาลหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันคิดและร่วมกันลงมือทำ โดยนำจุดแข็งและศักยภาพของแต่ละฝ่ายมาประสานเป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศ เพื่อสร้างประเทศไทยที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พลังงาน และสังคม พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันในโลกยุคเศรษฐกิจใหม่ได้อย่างเข้มแข็ง

