“รมว.คลัง” ประกาศแผนพลิกเศรษฐกิจไทย! ดึงทุนโลก-ปฏิรูปประเทศ ตั้งเป้าโต 3% มุ่งสู่ Top 20 โลก

“รมว.คลัง” ประกาศแผนพลิกเศรษฐกิจไทย! ดึงทุนโลก-ปฏิรูปประเทศ ตั้งเป้าโต 3% มุ่งสู่ Top 20 โลก
  • Published4 พฤศจิกายน 2026

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดวิสัยทัศน์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ประเทศรายได้สูง ภายใต้หัวข้อ “Thailand’s Path to High-Income Status เส้นทางไทยสู่ประเทศรายได้สูง” เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 โดยระบุว่า การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่าไทยเข้าใจสถานการณ์เศรษฐกิจโลก พร้อมนำวาระสำคัญของประเทศขึ้นสู่เวทีนานาชาติ และทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือในช่วงที่โลกกำลังเผชิญความแตกแยกและการแบ่งขั้ว

นายเอกนิติกล่าวว่า ประเทศไทยต้องใช้โอกาสจากความขัดแย้งระหว่างประเทศเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน เนื่องจากในช่วงที่โลกแบ่งขั้ว นักลงทุนทั่วโลกต่างมองหาพื้นที่ที่มีความปลอดภัยและมีเสถียรภาพ ซึ่งไทยมีจุดเด่นด้านความเป็นกลาง สามารถค้าขายและทำธุรกิจกับทุกฝ่ายได้ จึงมีศักยภาพเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญในการดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

สำหรับทิศทางเศรษฐกิจไทย นายเอกนิติกล่าวว่า จากการที่ IMF ระบุว่าเศรษฐกิจไทยมีลักษณะการเติบโตแบบ K-Shape ซึ่งหมายถึงบางภาคส่วนเติบโตได้ดี ขณะที่อีกหลายภาคส่วนยังเผชิญปัญหาและเติบโตได้ไม่เต็มศักยภาพ ภารกิจสำคัญของกระทรวงการคลังคือการเปลี่ยนจาก K-Shape ให้เป็น V-Shape ด้วยการยกระดับกลุ่มที่อยู่ในช่วงขาล่างให้ฟื้นตัวและเติบโตไปพร้อมกัน

รัฐบาลจึงมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ปรับยุทธศาสตร์การดึงดูดการลงทุน โดยเปลี่ยนจากการวัดผลด้วยมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนแบบเดิม มาให้ความสำคัญกับมูลค่าการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง การจ้างงานคนไทย และการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อให้การลงทุนสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โครงการของ BOI สามารถสร้างการจ้างงานที่เกี่ยวข้องกับทักษะใหม่ให้แก่คนไทยแล้วประมาณ 120,000 คน รวมถึงการดึงดูดอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และบริษัทชั้นนำเข้ามาขยายโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรีและพระนครศรีอยุธยา ซึ่งก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทยถึง 30,000 คน พร้อมร่วมมือกับมหาวิทยาลัยไทยในการดำเนินงานวิจัยและพัฒนา (R&D)

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้าผลักดันให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำในการกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ 7 สาขา อาทิ อุตสาหกรรม AI ห่วงโซ่อุปทาน สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป โดยภาครัฐจะทำหน้าที่สนับสนุนและอำนวยความสะดวก เพื่อเปิดโอกาสให้แรงงานไทยและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME) เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับโลกได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีแผนยกระดับภาคเกษตรกรรมและฟาร์มไปสู่อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร เพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร พร้อมผลักดันให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยเชื่อมโยงบริการทางการแพทย์เข้ากับผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ

ในด้านนโยบายการคลัง นายเอกนิติยืนยันว่า กระทรวงการคลังยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด โดยผลการดำเนินงานที่ผ่านมา สามารถลดการขาดดุลภาครัฐได้ดีกว่าเป้าหมาย จากเดิมที่คาดว่าจะขาดดุล 4.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ลดลงเหลือ 3.4% ของ GDP ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ และช่วยปรับมุมมองต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทยให้อยู่ในระดับมีเสถียรภาพ ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลและภาคธุรกิจอยู่ในระดับต่ำกว่าอีกหลายประเทศ

สำหรับการจัดเก็บรายได้และการปรับมาตรการทางภาษี รัฐบาลมุ่งสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการทั้งชาวไทยและต่างชาติที่เข้ามาลงทุนและจ้างงานในประเทศไทย โดยเตรียมปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์นำเข้า เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขันทางธุรกิจ พร้อมเตรียมความพร้อมรองรับกติกาภาษีระหว่างประเทศอย่าง Global Minimum Tax ซึ่งกำหนดให้นิติบุคคลขนาดใหญ่ต้องเสียภาษีในอัตราที่แท้จริงไม่น้อยกว่า 15% เพื่อป้องกันการแข่งขันลดอัตราภาษีระหว่างประเทศ และเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐบาล

นายเอกนิติกล่าวว่า Global Minimum Tax เป็นกติกาสากลที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยกำหนดให้บริษัทขนาดใหญ่ที่เข้ามาลงทุนต้องเสียภาษีรวมในอัตราไม่ต่ำกว่า 15% ปัจจุบันมาตรการดังกล่าวช่วยสร้างรายได้ให้ประเทศไทยประมาณ 10,000 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้จากภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้น

ส่วนแผนการคลังระยะกลาง กระทรวงการคลังกำหนดเป้าหมายสำคัญไว้ 3 ประการ ได้แก่ 1. ลดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP โดยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 70% และยืนยันว่าจะไม่ขยายเพดานหนี้สาธารณะ แต่จะพยายามบริหารจัดการให้สัดส่วนหนี้ลดลง เพื่อบรรเทาภาระทางการคลังของประเทศ 2. เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ โดยสร้างความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่อยู่ในระบบภาษีและนอกระบบภาษี พร้อมนำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ให้สูงกว่าเป้าหมาย และ 3. ดำเนินนโยบายการคลังตามมาตรฐานสากล ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลังอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการใช้เม็ดเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินวงเงิน 200,000 ล้านบาท นายเอกนิติเปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมนำเงินไปสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไฟฟ้า การขนส่ง และการพัฒนาทักษะแรงงาน โดยในส่วนของพลังงานไฟฟ้า เตรียมจัดสรรงบประมาณ 50,000 ล้านบาท สนับสนุนประชาชนติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานภายในครัวเรือน และอีก 20,000 ล้านบาท สำหรับพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และสมาร์ทมิเตอร์ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถขายไฟฟ้าคืนเข้าสู่ระบบได้ ไม่จำกัดบทบาทเพียงการเป็นผู้ซื้อไฟฟ้าเท่านั้น

นายเอกนิติกล่าวว่า เม็ดเงินที่เตรียมใช้ในส่วนดังกล่าวมีวงเงินรวมใกล้เคียง 100,000 ล้านบาท โดยยังมีส่วนของการพัฒนาระบบ Grid ที่กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างพิจารณา เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้าสะอาดจะมีความสำคัญต่อการลงทุนในอนาคตไม่ต่างจากถนนในอดีต ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องขยายโครงข่ายไฟฟ้าให้รองรับการใช้พลังงานสะอาดและช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้ในระยะยาว

ส่วนการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภาคขนส่ง รัฐบาลมุ่งลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันซึ่งยังอยู่ในระดับสูง ด้วยการผลักดันการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น เอทานอล E20 และไบโอดีเซล B20 ที่ผลิตจากผลผลิตทางการเกษตรภายในประเทศ ทั้งอ้อยและมันสำปะหลัง เพื่อเชื่อมโยงประโยชน์กลับไปสู่เกษตรกร พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านระบบขนส่งสาธารณะ รวมถึงรถกระบะและรถบรรทุกที่ผลิตในประเทศ ให้หันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น

อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการพัฒนาคนและยกระดับทักษะแรงงานไทย ผ่านการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะใหม่ (Reskill) และยกระดับทักษะเดิม (Upskill) โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายที่มีรายได้ต่ำกว่า 100,000 บาทต่อปี อายุระหว่าง 20–60 ปี ซึ่งมีอยู่ประมาณ 6 ล้านคน รัฐบาลจะประสานความร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงแรงงาน เพื่อจัดฝึกอบรมทักษะเฉพาะทาง อาทิ ช่างติดตั้งโซลาร์เซลล์ และทักษะด้านยานยนต์สมัยใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำงาน สร้างรายได้ที่มั่นคง และทำให้แรงงานไทยพร้อมรองรับทิศทางเศรษฐกิจยุคใหม่

สำหรับเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจไทย นายเอกนิติกล่าวว่า มาตรการ Thailand Fast Pass ที่ผ่านมาเป็นตัวอย่างของการดำเนินนโยบายแบบ Quick Big Win ซึ่งสามารถช่วยดึงดูดการลงทุนจริงในประเทศให้เติบโตขึ้นประมาณ 27% สร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศมูลค่ากว่า 600,000 ล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 100,000 อัตรา สะท้อนให้เห็นว่าการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนสามารถสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้กำหนดตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (KPI) และเป้าหมายยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทยร่วมกับภาคเอกชน โดยวางเป้าหมายสำคัญไว้ 3 ด้าน ได้แก่ 1. ยกระดับประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูง และกระจายโอกาสการเติบโตให้ครอบคลุมทุกภาคธุรกิจ โดยตั้งเป้าให้เศรษฐกิจไทยเติบโตในระดับ 3% ขึ้นไป หรือ 3% Plus 2. เร่งเพิ่มการลงทุน โดยตั้งเป้าขยับสัดส่วนการลงทุนรวมภายในประเทศจากระดับ 22% เป็น 30% ของ GDP และ 3. เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยตั้งเป้าผลักดันอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยจากอันดับ 26 ขึ้นสู่กลุ่ม 20 อันดับแรกของโลก ภายในระยะเวลา 3–4 ปีข้างหน้า

นายเอกนิติกล่าวว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจครั้งนี้จะไม่ใช่การดำเนินงานของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่จะอาศัยความร่วมมือกับภาคเอกชนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ภายใต้แนวคิด “ทีมไทยแลนด์” โดยแบ่งบทบาทการทำงานออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ กองหน้า คือ ภาคเอกชนจาก 7 สาขาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ประกอบด้วย เกษตรสมัยใหม่ การแปรรูปอาหาร สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) Wellness และอุตสาหกรรมเป้าหมายอื่น ๆ โดยจะกำหนด KPI รายสาขาอย่างชัดเจนเพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์

กองกลาง คือ ภาครัฐและกระทรวงการคลัง ทำหน้าที่สนับสนุนข้อมูล เชื่อมโยงความต้องการด้านการลงทุน ประสานความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะแรงงาน ตลอดจนปรับปรุงกฎระเบียบและแก้ไขข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ ส่วนกองหลัง คือ การรักษาเสถียรภาพทางการคลังและการเงิน โดยทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเดิม เช่น หนี้ครัวเรือน และข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ SME ผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น SME Credit Boost เพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถฟื้นตัว ตั้งหลัก และเดินหน้าต่อไปได้

นายเอกนิติกล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญ และอาจเป็นโค้งสุดท้าย (Last Chance) ของประเทศไทยในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ การรวมพลังและประสานการทำงานอย่างจริงจังจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะนำพาประเทศไปสู่เป้าหมาย พร้อมฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาคมโลก

นอกจากนี้ นายเอกนิติยังเปิดเผยยุทธศาสตร์ “STI DEE” ซึ่งเป็นแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานของกระทรวงการคลัง เพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการคลังของประเทศ โดยเตรียมนำเสนอรายละเอียดอย่างเป็นทางการเพิ่มเติมในวันพุธนี้

สำหรับส่วนแรกคือ Stabilize Today (ST) มุ่งสร้างเสถียรภาพและความแข็งแกร่งให้กับกองหลังทางเศรษฐกิจ พร้อมสนับสนุนนโยบายเปลี่ยนผ่านของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งพลังงานโซลาร์ การส่งเสริมการเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การใช้พลังงานสะอาด และการลงทุน (Investment) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างความแข็งแกร่งให้ประเทศ

ส่วนคำว่า “D-E-E” กระทรวงการคลังจะใช้เป็นแนวทางการดำเนินงานผ่าน 3 หลักการสำคัญ ได้แก่ Disclosure หรือการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส โดยเตรียมเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐจากกรมบัญชีกลางย้อนหลัง 5 ปี เพื่อให้ประชาชนและทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงข้อมูลและตรวจสอบการดำเนินงานได้

Easy หรือการทำให้บริการภาครัฐใช้งานง่ายขึ้น ด้วยการนำระบบดิจิทัลมาประยุกต์ใช้กับบริการประชาชนในทุกด้าน เพื่อให้การติดต่อประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐสะดวก รวดเร็ว และลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น

และ Efficiency & Effectiveness หรือการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน โดยภาครัฐจะเลือกดำเนินเฉพาะภารกิจที่จำเป็นและสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ขณะที่ภารกิจใดที่ภาคเอกชนสามารถดำเนินการได้ดีกว่า ก็พร้อมเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามารับช่วงดำเนินงานแทน