“สภาหอการค้าฯ” เตือนอย่ากักตุน! ไทยมีอาหารเหลือเฟือ ชี้ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ อาจช่วยลดต้นทุนพลังงานโลก

“สภาหอการค้าฯ” เตือนอย่ากักตุน! ไทยมีอาหารเหลือเฟือ ชี้ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ อาจช่วยลดต้นทุนพลังงานโลก
  • Published4 พฤศจิกายน 2026

เมื่อวันที่ 4 พ.ย.69 นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีเกิดเหตุโจมตีทางไซเบอร์ในยุโรป ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารว่า เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และต้องรอความชัดเจนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงและภัยพิบัติรอบด้าน ทั้งสงคราม ภัยธรรมชาติ และภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านความมั่นคงทางอาหารมากกว่าหลายประเทศในยุโรป เนื่องจากมีผลผลิตทางการเกษตรและอาหารเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ รวมถึงมีปริมาณเหลือสำหรับการส่งออก ดังที่เห็นได้จากช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งประเทศไทยยังสามารถรักษาความมั่นคงด้านอาหารไว้ได้

นายพจน์กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของไทยในขณะนี้อยู่ที่ต้นทุนการขนส่ง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ พร้อมขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกจนถึงขั้นกักตุนสินค้า เนื่องจากประเทศไทยยังมีผลผลิตอาหารเพียงพอ การสำรองสินค้าเท่าที่จำเป็นก็ถือว่าเหมาะสมแล้ว หากประชาชนเร่งซื้อสินค้าเพื่อกักตุนในปริมาณมาก อาจส่งผลให้ระบบตลาดเกิดความปั่นป่วน และทำให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น

ส่วนผลกระทบจากการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ต่อเศรษฐกิจโลก นายพจน์ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องรอผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ แต่ในมุมมองส่วนตัวเห็นว่า หากผลการเลือกตั้งออกมาในลักษณะที่เกิดการคานอำนาจทางการเมือง โดยพรรคฝ่ายค้านสามารถเพิ่มจำนวนที่นั่งในสภาได้ ก็อาจช่วยลดความร้อนแรงในการตัดสินใจของฝ่ายบริหารสหรัฐฯ เนื่องจากการผลักดันนโยบายต่าง ๆ จะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและการพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติมากขึ้น ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเบ็ดเสร็จเหมือนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ หากผลการเลือกตั้งนำไปสู่การผ่อนคลายความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และช่วยเปิดทางให้การเจรจายุติสงครามมีความคืบหน้า ก็จะส่งผลดีต่อต้นทุนของห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีโอกาสปรับตัวลดลง เมื่อแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายลง

นอกจากนี้ ประเทศในยุโรปยังอาจมีโอกาสนำงบประมาณที่เคยต้องใช้ไปกับต้นทุนพลังงานและการจัดซื้ออาวุธ กลับมาจัดสรรเพื่อฟื้นฟูระบบสวัสดิการและกระตุ้นกำลังซื้อ (Demand) ภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการหมุนเวียนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

นายพจน์มองว่า หากสถานการณ์โลกมีแนวโน้มผ่อนคลายลง ทั้งด้านความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนพลังงาน ก็จะช่วยลดภาระต้นทุนของภาคธุรกิจและห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ ตลอดจนเพิ่มโอกาสให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ซึ่งจะส่งผลดีต่อประเทศไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าอาหารและสินค้าเกษตรที่สำคัญของโลกด้วย